ซิ่วเพื่อฝัน ฉันจะเป็นหมอ
Beamz | 2018-07-12 02:06:06
view 7019 like comment 23
สวัสดีค่า เราเป็น#dek59 เราอยากจะมาแชร์เรื่องราวและประสบการณ์ชีวิตของ #เด็กซิ่ว นะคะ ก่อนอื่นขอแนะนำตัวก่อน เราชื่อบีม เราจบจากรร.มัธยมแห่งหนึ่งในหาดใหญ่ ซึ่งตอนเรียน เพื่อนทุกคน คงคิดว่า เราติดหมอแน่ๆ เนื่องจาก ผลการเรียนของเราก็อยู่ในระดับต้นๆของห้องมาตลอด เราติด Top10 ของโรงเรียนด้วย ซึ่ง 10 อันดับแรกของรร. จะได้โควตาไปสัมภาษณ์ทุนแพทย์ช้างเผือกของมอ. ซึ่งจะเอาแค่ 2 คนจาก 10 คน แต่เราไม่มีสิทธิ์ แม้ไปสอบสัมภาษณ์ เพราะเกรดเฉลี่ยภาษาอังกฤษเราได้ไม่ถึง 3.75 ก็เลยหมดสิทธิ์ ซึ่งน่าเสียดายมากTT แต่เรายังมีโควตารับตรง 14 จังหวัดภาคใต้ และกสพท.อีก ซึ่งรับตรงฯจะสอบก่อน 9 วิชาสามัญประมาณ 1-2 เดือน ตอนนั้นแบบเครียดมาก รร.ก็ต้องไป หนังสือก็ต้องอ่าน การบ้านก็ต้องสะสาง ที่เรียนพิเศษที่สมัครไปก็ต้องเก็บให้ครบเพราะจ่ายเงินไปแล้ว ไหนจะสอบย่อย สอบกลางภาค ปลายภาค RIP ให้ตายเหอะ!!!!!! ตอนนั้นคืออยากหยุดเวลาเอาไว้เลย อยากให้โลกหยุดหมุนTOT เนื่องด้วยแนวข้อสอบรับตรงฯ กับ 9วิชาสามัญ มันไม่เหมือนกัน แล้วไหนจะ GAT/PAT อีก เนื้อหาก็ยังทวนไม่จบ ต้องขอเล่าก่อนว่าเราเป็นเด็กเรียนมาตั้งแต่ประถม ตั้งใจเรียนมาตลอด จำได้ว่า พ่อส่งเรียนพิเศษตั้งแต่อนุบาล พวกคณิต วิทย์ อังกฤษ ที่ไหนเค้าว่าสอนดี พ่อไปเสาะหามาให้หมด มันคงเป็นความเก็บกดของเด็กที่ตั้งใจเรียนมาตลอด พ่อส่งไปเรียนไหนก็ไปหมด (ตอนนั้นยังเป็นเด็กดี ปฏิเสธไม่เป็น555) แน่นอนว่าไม่ได้ส่งเรียนแค่วิชาการ ดนตรีกีฬา ก็เรียนจ้า แต่ก็ต้องขอบคุณพ่อนะ มันก็มีประโยชน์จริงๆทำให้เรามีความสามารถพิเศษติดตัว นั่นก็คือ ขิม และเทเบิลเทนนิส (ปิงปองนั่นแหละ;P) เราได้เป็นนักกีฬาปิงปองไปแข่งเรื่อยๆ ตั้งแต่ประถมยันมัธยมเลย ได้ไปแข่งสูงสุดแค่ระดับจังหวัดนะเพราะต้องทุ่มเทให้กับการเรียนมากกว่า ขอบคุณพ่ออีกครั้งค่ะ^/ \^ นั่นแหละด้วยความที่ตั้งใจเรียนๆๆๆๆมาตั้งแต่อนุบาล จนถึงตอน ม.6 ตอนนั้นจำได้ว่ามันถึงจุด ****ติสแตก แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อยู่ดีๆก็ไม่อยากอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับการสอบเลย สมองเราไม่รับอะไรเลยที่เกี่ยวกับวิชการ ไม่อยากอ่านอะไรเลย สอบย่อย สอบกลางภาค สอบปลายภาค ไม่อ่านอะไรไปเลย แน่นอนว่าคะแนนเน่า ไม่ผ่าน ต้องไปสอบซ่อม ทั้งๆที่ชีวิตนี้ไม่เคยสอบตก แล้วก่อนสอบโควตารับตรงฯมอ. รร.จะหยุดให้อ่านหนังสือ 2 สัปดาห์ ตอนนั้นเราปลงแล้ว คือรู้ว่ายังไงแมร่งก็อ่านไม่ทัน เราเลยไม่อ่าน ไม่แตะ ไม่จับหนังสือ ปากกาอะไร ตอนนั้นเราใช้ชีวิตอยู่กับ IPAD ตลอด 2 สัปดาห์ ดูทุกสิ่งที่อยากดู ดูจบไปหลาย 10 เรื่องเลยล่ะ ไม่ออกไปเจอเพื่อน ไม่ตอบ Line ไม่เปิด facebook ไม่อยากรับรู้อะไรเลย ใช้ชีวิตอยู่กับ IPAD 2 สัปดาห์เต็มๆ ในขณะที่เพื่อนคนอื่นอ่านหนังสือกัน เหตุผลหนะหรอ? มีสิ! มันจะมีเพื่อนบางประเภทชอบถามว่า “มึงอ่านจบกี่รอบแล้วล่ะ” “มึง…ข้อนี้คิดยังไงอ่า?” พอเราบอกว่าทำไม่เป็น เค้าก็คิดว่าเราหวงค.รู้ “คือจริงๆกรูยังไม่ได้อ่านเฟ่ยยย!!!!!” เราเลยตัดปัญหาโดยการไม่เปิด social เลย จนถึงวันสอบ แต่ก็หนีคำถามพวกนั้นไม่พ้นอยู่ดีT^T พอออกจากห้องสอบ มาล่ะ “มึงทำไม่ได้กี่ข้อวะ” “มึง…ข้อนี้คิดได้เท่านี้ป่าววะ?” พอบอกว่าทำไม่ได้ กรูทำไม่ได้ กรูเดา “อย่ามาๆ” “ตอแหลมมมม/เสียงมาดามมด/555”(คุยกับเพื่อนสนิทแบบขำๆไม่หยาบๆ) พอคะแนนรับตรงฯออกมาก็เน่าตามคาด สนามถัดมาคือ 9 วิชาสามัญ ความ ติสแตก ก็ยังอยู่กับเรา ไม่ได้อ่านไปสักกะตัว และแน่นอนว่าไม่ติดกสพท. จริงๆรู้ว่าไม่ติด ตั้งแต่ก้าวเดินออกจากห้องสอบแล้วล่ะ เลยขอพ่อซิ่วตั้งแต่วันนั้น พ่อโอเคพ่อเข้าใจทุกอย่าง แต่เราได้ยื่น admission นะ #เอาไว้ตอบคำถามป้าข้างบ้าน รวมถึงญาติสนิทมิตรสหายทั้งหลาย รวมถึงเพื่อนพ่อเพื่อนแม่ สุดท้ายติด นิติฯ มธ. แต่ก็ไม่ได้ไปสัมภาษณ์ หลังจากนั้นเราก็ซิ่วอยู่บ้าน แน่นอนเด็กที่ซิ่วอยู่บ้านทุกคน คิดว่ามีเวลามากกว่าคนอื่น เลยอ่านแบบชิวๆๆ เรื่อยๆๆๆ ช้าๆๆๆ เก็บทุกเม็ดอย่างละเอียด แต่.....สุดท้ายปัญหาคืออ่านไม่จบทันสอบ และยังไม่ได้ทำข้อสอบเก่าเลย และแล้วก็ไม่ติด กสพท.60 ToT เราเลยขอโอกาสจากพ่ออีกครั้ง มันเป็นความผิดเราเอง เราอยากแก้ไขข้อผิดพลาดและทำตามความฝันของเราต่อ ในการซิ่วเป็นปีที่ 2 แล้วเราก็ได้โอกาสนั้นอีกครั้ง แต่พ่อก็บอกว่าให้ลองยื่น admission ดู #เอาไว้ตอบคำถาม.....อีกเช่นเคย คราวนี้เราติด บัญชี 5 ปี (ตรีควบโท) มธ. ซึ่งแม่เราไม่เคยเห็นด้วยกับการซิ่วเลยสักครั้ง บอกว่าติดอะไรก็เลยไปก่อน (ซิ่วไปเรียนไป) แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราอยากจะเรียน ต้องบอกก่อนว่า พ่อเราไม่เห็นด้วยกับการซิ่วไปเรียนไป เพราะมันเหมือนการจับปลา 2 มือ โอกาสที่จะทำออกมาได้ดีทั้ง 2 อย่างมีได้ยาก ซึ่งเราก็เห็นด้วยกับพ่อ เลยได้ซิ่วอยู่บ้านต่อ อิ๊อิ๊เพราะพ่อเป็นคนจ่ายค่าเทอม ระหว่างซิ่วอยู่บ้าน ก็มีการออกไปเรียนพิเศษในวิชาที่ยังเรียนไม่จบ แน่นอนว่าบางคอร์สหมดอายุไปแล้ว ก็จำเป็นต้องสมัครใหม่ แต่พ่อก็มีดุเล็กน้อย แต่โชคดีที่พ่อเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับการศึกษามาก เพราะสมัยเด็กๆพ่อยากจน ย่าเป็นแค่แม่ค้าขายผักในตลาด ส่วนปู่ก็ไปทำงานต่างจังหวัด ส่วนพี่ชายพ่อทั้ง 2 คนก็ลาออกเพื่อมาหาเงินช่วยย่าส่งพ่อเรียน เพราะพ่อเป็นคนหัวดีที่สุดในบ้าน โอกาสทางการศึกษาพ่อมีน้อยมาก แต่พ่อก็ขยันตั้งใจเรียนจนมีทุกอย่างในวันนี้ พ่อเลยอยากให้ลูกได้เรียนได้โอกาสที่พ่อไม่ได้ในตอนเด็ก การซิ่วปีที่ 2 นี้เราตั้งใจมาก และ***ที่เรากล้าตัดสินใจซิ่วต่อ ก็เพราะว่าที่ผ่านมา เรายังทำมันได้ไม่เต็มที่ เต็มค.สามารถของเรา เรารู้ศักยภาพตัวเอง ว่าเรายังทำได้มากว่านี้อีก เราจริงจัง ทุกอย่างดำเนิน ไปตามแพลนได้ด้วยดี แต่แล้วเรื่องที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ปลายพ.ย.เราเริ่มป่วย เข้าออก รพ. บ่อยมาก ราวกับบ้านหลังที่ 2 ก็ว่าได้ อาการตอนแรกๆ เริ่มด้วยท้องอืดบ่อยๆ (จริงๆท้องอืดเป็นมาเป็นปีแล้ว แต่เราก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ก้เข้าร้านยาซื้อยากินเอง ) จนตอนหลังๆเป็นหนักมากๆ คือแน่นท้องมาก เหมือนท้องจะระเบิด ปวดตรงลิ้นปี่ แล้วก็หายใจไม่ออก ความรู้สึกเหมือนกำลังจะตาย!!!!! คือในหนึ่งวันเป็นหลายรอบมาก ทำให้เข้าออกรพ.เป็นว่าเล่น ทานอะไรไม่ค่อยได้ เหมือนมีลมจุกคอตลอดเวลา นอนไม่ได้ จนน้ำหนักลดไปเกือบ 10 กก. หมอสรุปว่า เป็น “กรดไหลย้อน” ชื่อมันอาจจะดูธรรมดา แต่อาการของโรคไม่ธรรมดาเลย มันทรมานมาก และรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของเรามาก โรคนี้เกิดจากการทานอาหารไม่ตรงเวลา ขาดการออกกำลังกาย ทานมื้อดึกเป็นประจำ (จริงๆหลัง 2 ทุ่ม หมอบอกว่าไม่ควรจะทานอะไรแล้ว อย่างที่ทราบกันดีว่าไม่ควรนอนหรือเอนกายหลังทานอาหาร 3 ชั่วโมง แต่ถ้าหิวจริงๆ ควรทานเป็นอาหารอ่อนๆไม่โจ๊ก ก็ข้าวต้ม เพราะว่ามันจะดูดซึมได้เร็ว ) โรคนี้ไม่ได้มีผลแค่ทางร่างกาย พอเป็นไปได้ระยะนึง มันส่งผลต่อสภาพจิตใจด้วย จึงทำให้ได้ “โรค panic” เพิ่มมาอีกโรค ทำให้ต้องรักษาไปควบคู่กับการพบจิตแพทย์ แพทย์จึงแนะนำให้พักรักษาทั้งกายและใจก่อน สักปี ถ้าเข้าไปเรียนตอนนี้เกรงว่าจะไม่ไหวแล้วก็ต้องdropอยู่ดี สู้รักษาให้หายสนิท แล้วกลับไปเรียนจะดีกว่า ตอนที่เราได้ฟัง เราร้องไห้โฮเลยTT คือ 1 ปีที่เตรียมมามันกลายเป้น 0 หมอก็บอกเราว่าซิ่วอีกปีจะเป็นไรไป เมื่อแลกกับสุขภาพ แล้วหมอยังบอกอีกว่าต่างประเทศต้องจบป.ตรี ถึงจะเรียนหมอได้นะ อย่าเครียดไปเลย จึงทำให้เราคิดได้ เราจึงตัดสินใจที่จะหยุดพักรักษาตัวให้หายสนิทก่อน ถามว่าเสียดายเวลาไหม? อุตส่าห์เตรียมตัวมาเป็นปี ตอบได้เลยว่าเสียดายมาก แต่ทำไงได้ ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว มีคนเคยบอกว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดีเสมอ” มันก็จริงนะ มันเป็นอีกหนึ่ง ”บทเรียนชีวิต”มันทำให้เราหันกลับมาดูแลตัวเองมากขึ้น เป็นตอนนี้ ดีกว่าเป็นตอนแก่ เพราะร่างกายจะฟื้นตัวได้ดีกว่า และนั่นทำให้เราต้องซิ่วเป็นปีที่ 3 โชคดีมากที่พ่อแม่เข้าใจ และให้โอกาสเราอีกครั้ง เราสัญญาว่าจะใช้โอกาสครั้งนี้ให้คุ้มค่าที่สุด ตอนนี้ก็ซิ่วอยู่บ้านเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือพบหมอเพิ่ม 2 แผนกเอง5555 ตอนที่ป่วยทำให้เรารู้ว่าเราอยากเป็นแพทย์จริงๆ ยังไงก็ไม่เปลี่ยนใจ ได้บทเรียนชีวิต ได้ข้อคิดอะไรหลายๆอย่าง ได้รู้ว่า***การเรียนรู้ของแพทย์ที่ดีที่สุด คือ การเป็นคนไข้ซะเอง *** มันทำให้เราเข้าใจได้ดีที่สุดแล้ว ว่าคนไข้เขารู้สึกอย่างไร >>>ต้องเจอ ต้องเป็น แล้วจะเข้าใจ <<< มีอาจารย์หมอท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า การเป็นแพทย์ ควรมองผู้ป่วยทุกคนที่มาขอรับการรักษาเป็นเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งที่มีทั้งชีวิตและจิตใจ ซึ่งต้องการความเข้าใจและความช่วยเหลือจากแพทย์ในหลายๆด้าน ไม่ใช่แค่การรักษาทางการแพทย์อย่างเดียว ควรจะเป็นแพทย์ที่ช่วยเหลือดูแลรักษาคนทั้งคน ไม่ใช่นักซ่อมมนุษย์ที่แก้ไขปัญหาโรคภัยไข้เจ็บเฉพาะบางอวัยวะ โดยไม่สนใจความรู้สึกนึกคิดของผู้ป่วยเลย ซึ่งขณะที่เราป่วย ก็เจอแพทย์มาหลากหลาย จึงเป็นแรงบันดาลใจ ที่ทำให้เราอยากเป็นแพทย์ที่ไม่ใช่แค่รักษาให้หายจากโรคเท่านั้น แต่จะรักษาคนไข้ให้หายจากความทุกข์และความกังวลใจด้วย โดยการพูดคุยกับคนไข้และรับฟังเรื่องราวต่างๆ เพราะมันจะทำให้คนไข้รู้สึกไว้วางใจคุณหมอและบอกความรู้สึก ความกังวลใจต่างๆ ที่บางครั้งความทุกข์นั้น อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับโรคที่รักษา แต่เป็นความเป็นอยู่ของคนไข้ ซึ่งถ้าคุณหมอเข้าใจ และรับฟัง คนไข้คงจะสบายใจและได้รับประโยชน์สูงสุดในการรักษา ;) เราเขียนยาวมากเลย ขอบคุณที่อดทนอ่านมาถึงตรงนี้นะคะ เราแค่อยากมาแชร์เรื่องของเราให้คนอื่นๆฟัง หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะคะ ส่วนใครที่กำลังท้อ เหนื่อย ลองหันไปดูคนที่ลำบากกว่าเรา แล้วจะรู้ว่าเราโชคดีแค่ไหน สู้ไปด้วยกันนะคะ<3 ปล. ใครอยากติดตาม “ชีวิตเด็กซิ่ว” คนนี้ต่อ ว่าจะทำตามฝันได้ไหม?! >>> IG : Beamz_studygram
Share

Like 23 Comments